5 ลูกยิงแห่งความทรงจำ ของเมสซี่

วันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี ถูกบันทึกว่าเป็นวันแรงงานของประเทศไทย แต่ใครที่เป็นแฟนบอลของชายผู้ชื่อว่า ลีโอเนล เมสซี่ นั้น วันที่ 1 พฤษภาคม 2005 เป็นวันที่เค้าคนนี้ยิงประตูแรกได้ภายใต้สีเสื้อของบาร์เซโลน่า ซึ่งนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ นักเตะคนนี้ก็กลายเป็นนักเตะประวัติศาสตร์ของสโมสรนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นเวลา 15 ปีแล้ว ที่นักเตะคนนี้ได้สร้างสรรค์ผลงานมากมายให้กับสโมสร และยิงได้มากมายหลายประตู แต่มี 5 ประตูในความทรงจำที่แม้แต่ตัวเค้าเองก็ไม่ลืม

ลูกแรก เป็นการยิงประตูใส่นักเตะ แอธเลติค บิลเบา ซึ่งเป็นการเลี้ยงแบบลากโซโล่เดี่ยวในนักชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยของเสปนในปี 2015 ซึ่งในเกมวันนั้น ทีมเจ้าบุญทุ่มเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-1 และที่ทำให้กล่าวขานนั้นโดยปรกติการลากเข้าไปยิงแบบนี้จะเป็นลักษณะการโต้กลับ แต่เมสซี่ กลับทำให้มันดูน่าทึ่งด้วยการลากบอลจากครึ่งสนาม เลี้ยงหลบกองหลังถึงสี่คนเข้าไปยิงประตูแบบง่ายๆ

ลูกสองเป็นลูกที่ได้รับการจารึกว่าเป็นลูกยิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของสโมสร เพราะเป็นลูกที่ทางเมสซี่ ยิงได้ในศึกบอลถ้วยรองของเสปน ในปี 2007 ที่พบกับเคตาเฟ่ ด้วยกาลากเดี่ยวหลบกองหลังของคู่ต่อสู้อีกสี่คน ก่อนที่จะเลี้ยงหลบผู้รักษาประตูอีกหนึ่งคนเข้าไปยิงประตูแบบง่ายๆ

ลูกสามเป็นการหลอกกองหลังของแมนยู ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกปี 2011 ที่เจ้าบุญทุ่มเอาชนะคว้าแชมป์ไปได้ ซึ่งเป็นการหลอก ริโอ เฟอร์ดินาน ตำนานกองหลังของผีแดง เข้าไปยิงประตู และสกอร์จบลงด้วย 3-1

ลูกที่สี่ เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน เมื่อเมสซี่ ยิงฟรีคิดอันลือลั่น บอลพุ่งผ่านมือ อลิสซอน ยอดผู้รักษาประตูของสโมสรลิเวอร์พูลเข้าไปในรอบรองชนะเลิศนัดแรก ซึ่งเป็นการยิงฟรีคิกระยะกว่า 30 หลา เป็นการบรรจงปั่นด้วยซ้าย มุดเข้าสามเหลี่ยมไปแบบไม่น่าเชื่อ ก่อนที่จะจบลงด้วยชัยชนะของเจ้าบุญทุ่ม 3-0

ลูกที่ห้า เป็นการทำให้กองหลังทีมชาติเยอรมัน อย่าง เยโรม บัวเต็ง เสียคนอย่างไม่มีเหลือชื่อ ด้วยการเจอกับทีมเสือใต้ บาเยิรน์ มิวนิค ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก ปี 2014  รอบรองชนะเลิศ ที่เป็นฉากดวลกับแบบ หนึ่งต่อหนึ่ง ก่อนที่จะเลี้ยงหลบหลอกล่อจนกองหลังทีมชาติเยอรมันล้มไม่เป็นท่า เข้าไปชิพข้ามหัวผู้รักษาประตูเข้าไปแบบเหนือชั้น

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Gclub ดาวน์โหลด

ความแตกต่างระหว่าง เมสซี่ และ โรนัลโด้

หากจะพูดถึงนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก ในช่วงเวลานี้ หลายๆ คนคงหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ เพราะบ้างก็ว่า เป็น เมสซี่ หรือบางคนก็ตอบว่า ต้องเป็นโรนัลโด้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว นักเตะทั้งสองนี้เก่งพอๆ กัน แต่ทั้งสองคนทั้งมีความแตกต่างกันบางส่วนตรงไหน เราลองมาวิเคราะห์กันดู

พรสวรรค์ กับ พรแสวง ข้อนี้คือความแตกต่างอย่างชัดเจนของนักเตะทั้งสองคนนี้ ด้วยตัวเมสซี่ เองนั้น ความสามารถของเค้าเปรียบเหมือนพระเจ้าสร้างและให้เค้ามาตั้งแต่กำเนิด แต่โรนัลโด้ ทุกอย่างมาจากการวิริยะอุตสาหะ ที่เราจะเห็นว่าเค้าพยายามที่จะฝึกเทคนิค พละกำลัง และความสามารถด้วยตัวของเค้าเอง

การจบสกอร์ อีกหนึ่งความแตกต่างที่เราเห็นกันบ่อยๆ ว่า การจบสกอร์ของโรนัลโด้ นั้น จะหนักแน่นไปด้วยลูกยิงที่ทรงพลังเพื่อที่จะได้มั่นใจว่า ลูกบอลนั้นจะพุ่งแรงเข้าสู่ก้นตาข่ายของคู่ต่อสู้ แต่ของเมสซี่ เราจะเห็นอยู่เสมอว่า การยิงประตูของ เมสซี่ นั้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของเทคนิค และทิศทางมากกว่าพลัง

การเลี้ยงบอล จุดนี้อาจจะเป็นจุดที่ดูแล้วเมสซี่ จะเหนือกว่าโรนัลโด้ เพราะด้วยสไตล์การเลี้ยงของเมสซี่ ที่ดูเหมือนลูกฟุตบอลจะติดอยู่ที่เท้าของเค้าตลอดเวลา จนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเค้าไปแล้วนั้น กับโรนัลโด้ ที่มีการเลี้ยงที่เอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งจะทำให้คู่แข่งจับทางได้ง่ายกว่า

ลูกกลางอากาศ แต่จุดนี้คงตอบได้ง่ายว่าใครเหนือกว่า ด้วยสรีระรูปร่างที่ โรนัลโด้ เหนือกว่า เมสซี่ และทุกครั้งที่เวลาโรนัลโด้ นั้น กระโดดขึ้นไปเล่นลูกกลางอากาศนั้น ราวเหมือนกับว่าเค้านั้นบินได้

การจ่ายบอล เรื่องนี้คงต้องยกให้กับเมสซี่ ที่มีทักษะในการจ่ายบอล แบบคิลเลอร์พาส ที่สามารถสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้ง่ายอยู่บ่อยครั้ง ผิดกับโรนัลโด้ ที่เรามักจะเห็นการจ่ายบอลแบบให้เพื่อนยิงประตูได้ง่ายนั้นน้อยกว่าเมสซี่

ความเร็ว ถือว่าเป็นสองแบบสองสไตล์ เพราะความเร็วของโรนัลโด้ นั้นเป็นความเร็วแบบจรวดทางเรียบที่จะหาคนวิ่งตามเค้าทันยาก แต่เมสซี่ จะมีความเร็วเป็นจังหวะที่เค้ารู้ว่า ช่วงเวลาไหนควรจะสปีดหนีคู่แข่ง

การจับบอล อีกหนึ่งจุดที่สองคนมีสไตล์ที่ต่างกัน โดยการจับบอลของโรนัลโด้ นั้นคือมาตรฐานที่นักฟุตบอลระดับโลกควรจะมี แต่สิ่งที่เพิ่มเติมที่เค้ามักจะทำได้บ่อยๆ คือการจับบอลจังหวะแรกแล้วเปลี่ยนเป็นการยิงประตูทันที ซึ่งแตกต่างกับเมสซี่ ที่มีการจับบอลราวกับแม่เหล็ก ที่หลายครั้งเราจะเห็นว่าเค้าจับบอลได้เหมือนกับเอามือคว้าบอลลงมา 

ซึ่งทั้งหมดนี้คือมุมวิเคราะห์ที่แฟนฟุตบอลคงต้องตัดสินกันเองว่าใครเก่งกว่ากัน

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครคาสิโนออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

แรงกดดัน กับทางเลือกของนักเตะ

หลายคนอาจมองว่าการเป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพเป็นสิ่งที่น่าอิจฉา คุณเพียงทุ่มเทให้กับสิ่งที่รักอย่างเต็มร้อย ซ้อมให้หนัก แล้วก็ลงสนามไปทำผลงานให้ดี เพียงเท่านี้คุณก็เตรียมรอรับเงินก้อนใหญ่ที่ไม่ว่าชาตินี้คุณจะใช้ยังไงก็ใช้ไม่หมดแล้ว

แต่สิ่งสำคัญที่เรามักมองข้ามไปก็คือ นักฟุตบอลอาชีพจำเป็นที่จะต้องแบกรับความกดดันมหาศาลทั้งจากสโมสร และแฟนบอลที่คาดหวังผลงานที่สุดยอดจากเรา ซึ่งหลายครั้งแรงกดดันนั้นมันผลักให้นักเตะไปถึงทางแยกที่ต้องเลือกระหว่าง “สู้ต่อไป” หรือ “หนีไปที่อื่นดีกว่า”

สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับนักเตะทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์มากแค่ไหน มีคนยกย่อง มีชื่อเสียงมากเท่าไหร่ วันหนึ่งที่ฟอร์มคุณตกหรือทำผลงานไม่ตามที่คาดหวัง แรงกดดันจะผลักคุณไปสู่ทางเลือกของชีวิตค้าแข้งทันที ซึ่งในกรณีนี้ขอยกตัวอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม ลิเวอร์พูล

เฮนเดอร์สัน เก็บกระเป๋าย้ายข้าวของจาก ซันเดอร์แลนด์ มาพิสูจน์ตัวเองกับ ลิเวอร์พูล ในช่วงแรกของการค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์ เฮนเดอร์สัน ยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้มากนัก แถมยังมีช่วงฟอร์มฝืด ทำผลงานแย่ลงเรื่อยๆ อีกด้วย เสียงบ่น เสียงด่า จากแฟนบอลเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกผิดหวังของสโมสรส่งถึงตัวเขา จนในที่สุดก็ถึงวันที่ทางเลือกในชีวิตค้าแข้งของเขานั้นมาถึง

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือของ ลิเวอร์พูลในขณะนั้น เรียกตัว เฮนเดอร์สัน เข้าไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว พร้อมกับแจ้งกับเจ้าตัวว่า เขาไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมอีกต่อไป และทางทีมพยายามที่จะส่งตัวเขาให้กับ ฟูแล่ม เพื่อแลกตัวกับ คลินท์ เดมพ์ซี่ย์ อย่างจริงจัง โดยภายหลัง เฮนเดอร์สัน ยอมรับว่าหลังจากที่ทราบเรื่องในวันนั้น เขากลับไปนอนร้องไห้ฟูมฟายที่บ้าน และคิดว่าชีวิตการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของตัวเองกำลังล้มเหลว

ในช่วงหนึ่งคืนที่ เฮนเดอร์สัน นอนร้องไห้ ไม่รู้ว่าเขาได้คิดอะไรบ้าง แต่เช้าวันต่อมาเขาเข้าไปแจ้งกับทางสโมสร ว่าเขาจะขอ “สู้ต่อไป” ไม่ยอมย้ายไปไหนเด็ดขาด

จากวันนั้นถึงวันนี้ เฮนเดอร์สัน พิสูจน์ตัวเองด้วยการทุ่มเทอย่างหนักทั้งในสนามซ้อม และสนามจริง กำลังกายและหยาดเหงื่อทุกหยด รวมถึงจิตวิญญาณเขาได้มอบให้กับสโมสร ลิเวอร์พูล แบบ 100% เขาพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงบุคลิกภาพความเป็นผู้นำ จนเขาได้รับปลอกแขนกัปตันทีมต่อจาก เจอร์ราร์ด และสุดท้ายเขากลายเป็นกำลังหลักที่ทีมขาดไม่ได้

การเลือกเส้นทางไม่ว่าจะ สู้ หรือ หนี สิ่งสำคัญที่สุดคือการยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ลืมอดีต และมุ่งไปข้างหน้าสุดตัว แล้วคุณจะประสบความสำเร็จ

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

นักเตะที่ กุนซือรีลมาดริด เชื่อว่าจะดังได้ในอนาคต

ในโลกของฟุตบอล ขอเพียงแค่คุณได้รับโอกาสให้ไปลงในสนาม แล้วทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในตอนนั้น เพียงชั่วข้ามคืน หากใครที่ไม่เคยรู้จักคุณมาก่อน แต่หลังจากนี้ไป ชื่อของคุณจะเข้าไปอยู่ในใจของเหล่าแฟนบอลอย่างแน่นอน ซึ่งเรื่องแบบนี้ระดับนักเตะตำนานต่างๆ ก็เคยผ่านมาก่อนแล้ว ไม่ต่างกับ ซีเนอดีน ซีดาน ที่ก็คงได้รับโอกาสนั้นมาก่อน แล้วเจ้าตัวก็คว้ามันไว้ได้ จนทำให้เค้ากลายเป็นนักเตะระดับโลก และผันแปรตัวเอง มาเป็นสุดยอดกุนซือ ของราชันชุดขาวแล้ว

ซึ่งในตัวของกุนซือคนนี้ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มักจะให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งอยู่เสมือ เพราะด้วยความคิดที่ว่าให้โอกาสคนข้างในก่อนที่จะเอาเงินไปซื้อใครที่ต้องการ เพราะด้วยแนวคิดเช่นนี้ จึงมีดาวรุ่งมากมายที่เค้าพร้อมจะให้โอกาสก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของราชันชุดขาว เช่น

เรเนียร์ เชซุส ผู้เล่นดาวรุ่งที่ล่าสุด ที่ราชัน มองเห็นอนาคตและรีบเซ็น มาเพื่อปลุกปั้นให้กลายเป็นนักเตะระดับโลกในวันข้างหน้า ถึงแม้จะยังไม่เคยได้รับโอกาสในชุดใหญ่ แต่ซีดาน เคยออกมาพูดด้วยตัวเองว่า นักเตะคนนี้อาจจะเป็น กาก้า สุดยอดตำนานทีมชาติบราซิล คนที่สองได้เลย

ทาเคฟุสะ คุโบะ ทางญี่ปุ่นเคยมี นักเตะสึบาสะ ในตำนาน นักเตะคนนี้อาจจะไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก เพราะด้วยความสามารถที่โชว์ให้เห็นในทัวร์นาเมนต์ โคปา อเมริกา เมื่อปี้ที่แล้ว เล่นทำเอาสื่อหลายๆสำนักทั่วโลก ถึงกับต้องยกย่องและชื่นชมเป็นอันมาก ซึ่งทางสื่อญี่ปุ่นเองนั้น ก็ได้มีการเอาเค้าไปเปรียบเทียบกับเมสซี่ ดาวดังของเจ้าบุญทุ่ม ว่านักเตะคนนี้ความสามารถไม่ได้เป็นรองทั้งสึบาสะในการ์ตูน หรือเมสซี่ในโลกแห่งความเป็นจริงเลย

วินิซิอุส จูเนียร์ เด็กหนุ่มวัยสิบเก้า ที่ ซีดาน มีความชื่นชมและชื่นชอบเค้าเป็นอย่างมาก และในฤดูกาลนี้เค้าก็ได้เริ่มถูกปล่อยไปลองของในหลายๆ นัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่าจะเป็นตัวหลักของ ซีดานในอนาคตแน่นอน

โรดริโก้ โกเอส ด้วยสไตล์การเล่นที่น่าตื่นตามตื่นใจ จนมีหลายคนเอาเด็กหนุ่มคนนี้ไปเปรียบกับ เนย์มาร์ ว่ามีสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึงกัน และล่าสุดโชว์ฟอร์มเทพเมื่อได้รับโอกาสจากซีดาน ลงเล่นเกมยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกในเกมที่พบกับกาลาตาซาราย และกดคนเดียวไปสามประตู ซึ่งบอกเลยว่า นักเตะคนนี้อาจจะเป็นเนย์มาร์ สองในอนาคต จริงๆ ก็ได้

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์