5 ลูกยิงแห่งความทรงจำ ของเมสซี่

วันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี ถูกบันทึกว่าเป็นวันแรงงานของประเทศไทย แต่ใครที่เป็นแฟนบอลของชายผู้ชื่อว่า ลีโอเนล เมสซี่ นั้น วันที่ 1 พฤษภาคม 2005 เป็นวันที่เค้าคนนี้ยิงประตูแรกได้ภายใต้สีเสื้อของบาร์เซโลน่า ซึ่งนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ นักเตะคนนี้ก็กลายเป็นนักเตะประวัติศาสตร์ของสโมสรนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นเวลา 15 ปีแล้ว ที่นักเตะคนนี้ได้สร้างสรรค์ผลงานมากมายให้กับสโมสร และยิงได้มากมายหลายประตู แต่มี 5 ประตูในความทรงจำที่แม้แต่ตัวเค้าเองก็ไม่ลืม

ลูกแรก เป็นการยิงประตูใส่นักเตะ แอธเลติค บิลเบา ซึ่งเป็นการเลี้ยงแบบลากโซโล่เดี่ยวในนักชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยของเสปนในปี 2015 ซึ่งในเกมวันนั้น ทีมเจ้าบุญทุ่มเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-1 และที่ทำให้กล่าวขานนั้นโดยปรกติการลากเข้าไปยิงแบบนี้จะเป็นลักษณะการโต้กลับ แต่เมสซี่ กลับทำให้มันดูน่าทึ่งด้วยการลากบอลจากครึ่งสนาม เลี้ยงหลบกองหลังถึงสี่คนเข้าไปยิงประตูแบบง่ายๆ

ลูกสองเป็นลูกที่ได้รับการจารึกว่าเป็นลูกยิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของสโมสร เพราะเป็นลูกที่ทางเมสซี่ ยิงได้ในศึกบอลถ้วยรองของเสปน ในปี 2007 ที่พบกับเคตาเฟ่ ด้วยกาลากเดี่ยวหลบกองหลังของคู่ต่อสู้อีกสี่คน ก่อนที่จะเลี้ยงหลบผู้รักษาประตูอีกหนึ่งคนเข้าไปยิงประตูแบบง่ายๆ

ลูกสามเป็นการหลอกกองหลังของแมนยู ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีกปี 2011 ที่เจ้าบุญทุ่มเอาชนะคว้าแชมป์ไปได้ ซึ่งเป็นการหลอก ริโอ เฟอร์ดินาน ตำนานกองหลังของผีแดง เข้าไปยิงประตู และสกอร์จบลงด้วย 3-1

ลูกที่สี่ เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน เมื่อเมสซี่ ยิงฟรีคิดอันลือลั่น บอลพุ่งผ่านมือ อลิสซอน ยอดผู้รักษาประตูของสโมสรลิเวอร์พูลเข้าไปในรอบรองชนะเลิศนัดแรก ซึ่งเป็นการยิงฟรีคิกระยะกว่า 30 หลา เป็นการบรรจงปั่นด้วยซ้าย มุดเข้าสามเหลี่ยมไปแบบไม่น่าเชื่อ ก่อนที่จะจบลงด้วยชัยชนะของเจ้าบุญทุ่ม 3-0

ลูกที่ห้า เป็นการทำให้กองหลังทีมชาติเยอรมัน อย่าง เยโรม บัวเต็ง เสียคนอย่างไม่มีเหลือชื่อ ด้วยการเจอกับทีมเสือใต้ บาเยิรน์ มิวนิค ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก ปี 2014  รอบรองชนะเลิศ ที่เป็นฉากดวลกับแบบ หนึ่งต่อหนึ่ง ก่อนที่จะเลี้ยงหลบหลอกล่อจนกองหลังทีมชาติเยอรมันล้มไม่เป็นท่า เข้าไปชิพข้ามหัวผู้รักษาประตูเข้าไปแบบเหนือชั้น

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Gclub ดาวน์โหลด

ความแตกต่างระหว่าง เมสซี่ และ โรนัลโด้

หากจะพูดถึงนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก ในช่วงเวลานี้ หลายๆ คนคงหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ เพราะบ้างก็ว่า เป็น เมสซี่ หรือบางคนก็ตอบว่า ต้องเป็นโรนัลโด้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว นักเตะทั้งสองนี้เก่งพอๆ กัน แต่ทั้งสองคนทั้งมีความแตกต่างกันบางส่วนตรงไหน เราลองมาวิเคราะห์กันดู

พรสวรรค์ กับ พรแสวง ข้อนี้คือความแตกต่างอย่างชัดเจนของนักเตะทั้งสองคนนี้ ด้วยตัวเมสซี่ เองนั้น ความสามารถของเค้าเปรียบเหมือนพระเจ้าสร้างและให้เค้ามาตั้งแต่กำเนิด แต่โรนัลโด้ ทุกอย่างมาจากการวิริยะอุตสาหะ ที่เราจะเห็นว่าเค้าพยายามที่จะฝึกเทคนิค พละกำลัง และความสามารถด้วยตัวของเค้าเอง

การจบสกอร์ อีกหนึ่งความแตกต่างที่เราเห็นกันบ่อยๆ ว่า การจบสกอร์ของโรนัลโด้ นั้น จะหนักแน่นไปด้วยลูกยิงที่ทรงพลังเพื่อที่จะได้มั่นใจว่า ลูกบอลนั้นจะพุ่งแรงเข้าสู่ก้นตาข่ายของคู่ต่อสู้ แต่ของเมสซี่ เราจะเห็นอยู่เสมอว่า การยิงประตูของ เมสซี่ นั้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของเทคนิค และทิศทางมากกว่าพลัง

การเลี้ยงบอล จุดนี้อาจจะเป็นจุดที่ดูแล้วเมสซี่ จะเหนือกว่าโรนัลโด้ เพราะด้วยสไตล์การเลี้ยงของเมสซี่ ที่ดูเหมือนลูกฟุตบอลจะติดอยู่ที่เท้าของเค้าตลอดเวลา จนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเค้าไปแล้วนั้น กับโรนัลโด้ ที่มีการเลี้ยงที่เอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งจะทำให้คู่แข่งจับทางได้ง่ายกว่า

ลูกกลางอากาศ แต่จุดนี้คงตอบได้ง่ายว่าใครเหนือกว่า ด้วยสรีระรูปร่างที่ โรนัลโด้ เหนือกว่า เมสซี่ และทุกครั้งที่เวลาโรนัลโด้ นั้น กระโดดขึ้นไปเล่นลูกกลางอากาศนั้น ราวเหมือนกับว่าเค้านั้นบินได้

การจ่ายบอล เรื่องนี้คงต้องยกให้กับเมสซี่ ที่มีทักษะในการจ่ายบอล แบบคิลเลอร์พาส ที่สามารถสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้ง่ายอยู่บ่อยครั้ง ผิดกับโรนัลโด้ ที่เรามักจะเห็นการจ่ายบอลแบบให้เพื่อนยิงประตูได้ง่ายนั้นน้อยกว่าเมสซี่

ความเร็ว ถือว่าเป็นสองแบบสองสไตล์ เพราะความเร็วของโรนัลโด้ นั้นเป็นความเร็วแบบจรวดทางเรียบที่จะหาคนวิ่งตามเค้าทันยาก แต่เมสซี่ จะมีความเร็วเป็นจังหวะที่เค้ารู้ว่า ช่วงเวลาไหนควรจะสปีดหนีคู่แข่ง

การจับบอล อีกหนึ่งจุดที่สองคนมีสไตล์ที่ต่างกัน โดยการจับบอลของโรนัลโด้ นั้นคือมาตรฐานที่นักฟุตบอลระดับโลกควรจะมี แต่สิ่งที่เพิ่มเติมที่เค้ามักจะทำได้บ่อยๆ คือการจับบอลจังหวะแรกแล้วเปลี่ยนเป็นการยิงประตูทันที ซึ่งแตกต่างกับเมสซี่ ที่มีการจับบอลราวกับแม่เหล็ก ที่หลายครั้งเราจะเห็นว่าเค้าจับบอลได้เหมือนกับเอามือคว้าบอลลงมา 

ซึ่งทั้งหมดนี้คือมุมวิเคราะห์ที่แฟนฟุตบอลคงต้องตัดสินกันเองว่าใครเก่งกว่ากัน

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครคาสิโนออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

แรงกดดัน กับทางเลือกของนักเตะ

หลายคนอาจมองว่าการเป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพเป็นสิ่งที่น่าอิจฉา คุณเพียงทุ่มเทให้กับสิ่งที่รักอย่างเต็มร้อย ซ้อมให้หนัก แล้วก็ลงสนามไปทำผลงานให้ดี เพียงเท่านี้คุณก็เตรียมรอรับเงินก้อนใหญ่ที่ไม่ว่าชาตินี้คุณจะใช้ยังไงก็ใช้ไม่หมดแล้ว

แต่สิ่งสำคัญที่เรามักมองข้ามไปก็คือ นักฟุตบอลอาชีพจำเป็นที่จะต้องแบกรับความกดดันมหาศาลทั้งจากสโมสร และแฟนบอลที่คาดหวังผลงานที่สุดยอดจากเรา ซึ่งหลายครั้งแรงกดดันนั้นมันผลักให้นักเตะไปถึงทางแยกที่ต้องเลือกระหว่าง “สู้ต่อไป” หรือ “หนีไปที่อื่นดีกว่า”

สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับนักเตะทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์มากแค่ไหน มีคนยกย่อง มีชื่อเสียงมากเท่าไหร่ วันหนึ่งที่ฟอร์มคุณตกหรือทำผลงานไม่ตามที่คาดหวัง แรงกดดันจะผลักคุณไปสู่ทางเลือกของชีวิตค้าแข้งทันที ซึ่งในกรณีนี้ขอยกตัวอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม ลิเวอร์พูล

เฮนเดอร์สัน เก็บกระเป๋าย้ายข้าวของจาก ซันเดอร์แลนด์ มาพิสูจน์ตัวเองกับ ลิเวอร์พูล ในช่วงแรกของการค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์ เฮนเดอร์สัน ยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้มากนัก แถมยังมีช่วงฟอร์มฝืด ทำผลงานแย่ลงเรื่อยๆ อีกด้วย เสียงบ่น เสียงด่า จากแฟนบอลเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกผิดหวังของสโมสรส่งถึงตัวเขา จนในที่สุดก็ถึงวันที่ทางเลือกในชีวิตค้าแข้งของเขานั้นมาถึง

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือของ ลิเวอร์พูลในขณะนั้น เรียกตัว เฮนเดอร์สัน เข้าไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว พร้อมกับแจ้งกับเจ้าตัวว่า เขาไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมอีกต่อไป และทางทีมพยายามที่จะส่งตัวเขาให้กับ ฟูแล่ม เพื่อแลกตัวกับ คลินท์ เดมพ์ซี่ย์ อย่างจริงจัง โดยภายหลัง เฮนเดอร์สัน ยอมรับว่าหลังจากที่ทราบเรื่องในวันนั้น เขากลับไปนอนร้องไห้ฟูมฟายที่บ้าน และคิดว่าชีวิตการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของตัวเองกำลังล้มเหลว

ในช่วงหนึ่งคืนที่ เฮนเดอร์สัน นอนร้องไห้ ไม่รู้ว่าเขาได้คิดอะไรบ้าง แต่เช้าวันต่อมาเขาเข้าไปแจ้งกับทางสโมสร ว่าเขาจะขอ “สู้ต่อไป” ไม่ยอมย้ายไปไหนเด็ดขาด

จากวันนั้นถึงวันนี้ เฮนเดอร์สัน พิสูจน์ตัวเองด้วยการทุ่มเทอย่างหนักทั้งในสนามซ้อม และสนามจริง กำลังกายและหยาดเหงื่อทุกหยด รวมถึงจิตวิญญาณเขาได้มอบให้กับสโมสร ลิเวอร์พูล แบบ 100% เขาพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงบุคลิกภาพความเป็นผู้นำ จนเขาได้รับปลอกแขนกัปตันทีมต่อจาก เจอร์ราร์ด และสุดท้ายเขากลายเป็นกำลังหลักที่ทีมขาดไม่ได้

การเลือกเส้นทางไม่ว่าจะ สู้ หรือ หนี สิ่งสำคัญที่สุดคือการยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ลืมอดีต และมุ่งไปข้างหน้าสุดตัว แล้วคุณจะประสบความสำเร็จ

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

นักเตะที่ กุนซือรีลมาดริด เชื่อว่าจะดังได้ในอนาคต

ในโลกของฟุตบอล ขอเพียงแค่คุณได้รับโอกาสให้ไปลงในสนาม แล้วทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในตอนนั้น เพียงชั่วข้ามคืน หากใครที่ไม่เคยรู้จักคุณมาก่อน แต่หลังจากนี้ไป ชื่อของคุณจะเข้าไปอยู่ในใจของเหล่าแฟนบอลอย่างแน่นอน ซึ่งเรื่องแบบนี้ระดับนักเตะตำนานต่างๆ ก็เคยผ่านมาก่อนแล้ว ไม่ต่างกับ ซีเนอดีน ซีดาน ที่ก็คงได้รับโอกาสนั้นมาก่อน แล้วเจ้าตัวก็คว้ามันไว้ได้ จนทำให้เค้ากลายเป็นนักเตะระดับโลก และผันแปรตัวเอง มาเป็นสุดยอดกุนซือ ของราชันชุดขาวแล้ว

ซึ่งในตัวของกุนซือคนนี้ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มักจะให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งอยู่เสมือ เพราะด้วยความคิดที่ว่าให้โอกาสคนข้างในก่อนที่จะเอาเงินไปซื้อใครที่ต้องการ เพราะด้วยแนวคิดเช่นนี้ จึงมีดาวรุ่งมากมายที่เค้าพร้อมจะให้โอกาสก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของราชันชุดขาว เช่น

เรเนียร์ เชซุส ผู้เล่นดาวรุ่งที่ล่าสุด ที่ราชัน มองเห็นอนาคตและรีบเซ็น มาเพื่อปลุกปั้นให้กลายเป็นนักเตะระดับโลกในวันข้างหน้า ถึงแม้จะยังไม่เคยได้รับโอกาสในชุดใหญ่ แต่ซีดาน เคยออกมาพูดด้วยตัวเองว่า นักเตะคนนี้อาจจะเป็น กาก้า สุดยอดตำนานทีมชาติบราซิล คนที่สองได้เลย

ทาเคฟุสะ คุโบะ ทางญี่ปุ่นเคยมี นักเตะสึบาสะ ในตำนาน นักเตะคนนี้อาจจะไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก เพราะด้วยความสามารถที่โชว์ให้เห็นในทัวร์นาเมนต์ โคปา อเมริกา เมื่อปี้ที่แล้ว เล่นทำเอาสื่อหลายๆสำนักทั่วโลก ถึงกับต้องยกย่องและชื่นชมเป็นอันมาก ซึ่งทางสื่อญี่ปุ่นเองนั้น ก็ได้มีการเอาเค้าไปเปรียบเทียบกับเมสซี่ ดาวดังของเจ้าบุญทุ่ม ว่านักเตะคนนี้ความสามารถไม่ได้เป็นรองทั้งสึบาสะในการ์ตูน หรือเมสซี่ในโลกแห่งความเป็นจริงเลย

วินิซิอุส จูเนียร์ เด็กหนุ่มวัยสิบเก้า ที่ ซีดาน มีความชื่นชมและชื่นชอบเค้าเป็นอย่างมาก และในฤดูกาลนี้เค้าก็ได้เริ่มถูกปล่อยไปลองของในหลายๆ นัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่าจะเป็นตัวหลักของ ซีดานในอนาคตแน่นอน

โรดริโก้ โกเอส ด้วยสไตล์การเล่นที่น่าตื่นตามตื่นใจ จนมีหลายคนเอาเด็กหนุ่มคนนี้ไปเปรียบกับ เนย์มาร์ ว่ามีสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึงกัน และล่าสุดโชว์ฟอร์มเทพเมื่อได้รับโอกาสจากซีดาน ลงเล่นเกมยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกในเกมที่พบกับกาลาตาซาราย และกดคนเดียวไปสามประตู ซึ่งบอกเลยว่า นักเตะคนนี้อาจจะเป็นเนย์มาร์ สองในอนาคต จริงๆ ก็ได้

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

ปีที่ผ่านมามีอะไรกันบ้างสำหรับโลกฟุตบอลในปี 2019

จากสำนักข่าวกีฬาคนอังกฤษที่ช่วงนี้ว่างเว้นจากการทำงานและรายงานผลกีฬาประจำวัน เนื่องจากติดสถานการณ์โควิดระบาด และทำให้ฟุตบอลอังกฤษไม่สามารถจัดการแข่งขันได้ จึงทำให้นักข่าวสื่อต่างๆ ของอังกฤษรวมตัวกันรวมเรื่องราวที่เป็นสุดยอดในปี 2019 มาให้ดูกัน

เรื่องแรก นักเตะยอดเยี่ยมปี 2019 คือ เจมี่ วาร์ดี้ เพราะในปี 2019 นั้น เค้ายิงไปถึงยี่สิบเก้าประตู

เรื่องสอง ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมปี 2019 คือ คริส ไวเดอร์ กุนซือทีมดาบคู่ เชฟยูไนเต็ด ด้วยการจบฤดูกาลในแชมป์เปี้ยนชิพ ด้วยฐานะรองแชมป์ และต่อด้วยทำผลงานได้ดีในพรีเมียร์ชิพ ในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก ซึ่งถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยม และยิ่งกับการที่เค้าใช้นักเตะที่โนเนม แล้วทำได้ขนาดนี้ ต้องยอมรับว่ามีฝีมือจริงๆ

เรื่องสาม ทีมที่มีท่าดีทีเหลว ได้แก่ทีมอาร์เซนอล ซึ่งในปี 2019 ตอนที่ เวนเกอร์ ออกไปนั้น แล้วได้ เออไน อูไมรี่ มานั้น เหมือนจะไปได้ดี แต่สุดท้ายก็ท่าดีทีแล้ว ที่ไม่ได้อะไรติดมือมาเลย

เรื่องสี่ การซื้อขายยอดเยี่ยม ได้แก่ ยูริ เทเลม๊องส์ ที่ถือว่าเป็นการซื้อที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกในช่วงปี 2019 ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ทดลองยืมตัวจากโมนาโกมาก่อน แต่พอเอามาเล่นแล้ว ดีจนทีมเลสเตอร์ไม่สามารถที่จะรอได้ จนต้องทำลายสถิติสโมสร ซื้อนักเตะคนนี้มาด้วยค่าตัว สี่สิบล้านปอนด์

เรื่องที่ห้า ทีมน่าอับอายที่สุดประจำปี ได้แก่ทีมเซาแธมป์ตัน ที่เฝ้าบ้านแพ้ให้กับผู้มาเยือนอย่างเลสเตอร์ ถึงเก้าประตูต่อศูนย์ ซึ่งมีสถิติถึงสี่เรื่องเกิดขี้นในนัดนี้ก็คือ ทีมเลสเตอร์เป็นทีมที่สองที่ยิงได้ถึงห้าลูกในครึ่งแรก ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นทีมแมนซิตี้ ที่ยิงเบรินลีย์ได้ และมีสองแฮตทริก เกิดขึ้นในนัดนี้คือ เจมี่ วาร์ดี กับอลอนโซ่ เปเรส และ เป็นสกอร์ที่ชนะเยอะที่สุดในเกมเยือนของเลสเตอร์ และเป็นเกมที่แพ้เยอะที่สุดในการเฝ้าบ้านของเซาแธมป์ตัน

เรื่องที่หก คนที่หัวร้อนที่สุด คือ เป๊ป กวาดิโอล่า ในเกมกับลิเวอร์พูล ที่แมนซิตี้ เสียผลประโยชน์ในเกมจากที่กรรมการไม่ให้ลูกโทษถึงสองครั้งจากการทำฟาวล์ของกองหลังลิเวอร์พูลจนทำให้แมนซิตี้ต้องแพ้ในเกมนั้นไป

ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดเป็นเรื่องราวที่ผู้สื่อข่าวอังกฤษได้รวมตัวกันมาทำโพลสำรวจให้กับแฟนบอลอังกฤษได้เข้ามาโหวตกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการแก้เซ็งได้ในระดับหนึ่งในช่วงที่ไม่มีฟุตบอลทำการแข่งขัน

 

ขอบคุณเว็บ  บาคาร่าออนไลน์  ที่ให้การสนับสนุน

8 แข้งบริติชที่เคยเล่นเกมเอล กลาซิโก้

  1. ลอรี่ คันนิ่งแฮม (เรอัล มาดริด)


เจ้าของฉายา ‘ไข่มุกดำ’ อยู่กับ เรอัล มาดริด ได้ 2 ปีครึ่ง แต่อาการบาดเจ็บทำให้เขาลงเล่นเพียง 58 นัด แต่เขาก็ยังคงส่งผลกระทบค่อนข้างมากทั้งในและนอกสนาม ด้วยตำแหน่งปีกเขาคือแข้งบริติชคนแรกที่เล่นให้กับมาดริด และเป็นเพียงผู้เล่นผิวดำคนที่สองของสโมสรที่ทำได้ 12 ประตูในฤดูกาลแรก ผลงานที่ยอดเยี่ยมในเกมที่ชนะ บาร์เซโลน่า 2-0 ในปี 1980 ทำให้เขาได้รับเสียงปรบมืออย่างล้นหลามจากแฟนบอลที่คัมป์ นู 

  1. สตีฟ อาคิบัลด์ (บาร์เซโลน่า)

ผู้เล่นชาวสก็อตแลนด์เพียงคนเดียวที่เคยเล่นในเกมเอล กลาซิโก้จนถึงปัจจุบัน เขาย้ายมาจาก ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ในปี 1984 ด้วยค่าตัว 1.15 ล้านปอนด์

เมื่อวันที่ 2 กันยายนในปีเดียวกันเขาได้กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ทำประตูให้กับทีมในเกมที่ บาร์ซ่า เอาชนะ 3-0 ที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว เขาเป็นดาวซัลโวของบาร์ซ่า (15 ประตู) ในฤดูกาลนั้น ช่วยให้ทีมได้แชมป์ลาลีกา โดยที่ เรอัล มาดริด จบเพียงแค่อันดับที่ 5 

  1. แกรี่ ลินิเกอร์ (บาร์เซโลน่า)


หลังจากคว้าดาวซัลโวฟุตบอลโลกปี 1986 ลินิเกอร์ก็กลายเป็นนักเตะบริติชรายที่สองบาร์ซ่า เขาย้ายมาจาก เอฟเวอร์ตัน ด้วยค่าตัว 2.8 ล้านปอนด์ แม้จะไม่เคยได้แชมป์ลาลีกา แต่เขาก็สามารถชูถ้วยแชมป์ โกปา เดล เรย์ และ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส 

ลินิเกอร์ ทำได้ 5 ประตูจาก 8 นัดในเอล กลาซิโก้ และผลงานที่ดีที่สุดของเขาคือการทำแฮตทริกเมื่อปี 1987 เขายุติการค้าแข้งในสเปนด้วยการยิง 42 ประตูจาก 103 นัด เป็นนักเตะบริติชที่ทำประตูสูงสุดในลาลีกาจนกระทั่งโดน แกเร็ธ  เบล เข้ามาทำลาย

  1. มาร์ค ฮิว์จส์ (บาร์เซโลน่า)

ฮิว์จส์ น่าจะเป็นแข้งบริติชที่ประสบความสำเร็จน้อยที่สุดแล้ว อดีตดาวเตะชาวเวลส์ยิงได้เพียง 5 ประตูเท่านั้นรวมทุกรายการในฤดูกาลเดียวของเขาที่คัมป์ นู และลงสนามในกลาซิโก้เพียงครั้งเดียวที่เสมอกับ มาดริด 1-1 ที่เบร์นาเบว ปี 1986 และเขาเป็นนักเตะบริติชคนสุดท้ายที่เล่นให้บาร์ซ่า

  1. สตีฟ แม็คมานามาน (เรอัล มาดริด)

แข้งชาวอังกฤษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสเปน แม็คมานามานย้ายเข้าร่วมทีมมาดริดแบบไร้ค่าตัวในปี 1999 ได้ถึง 6 แชมป์จาก 4 ฤดูกาล ซึ่งรวมถึงแชมเปี้ยนลีก 2 สมัย และเขาทำประตูในรอบชิงชนะเลิศปี 2000 อีกด้วย แม็คมานามาน ลงเล่นในกลาซิโก้ 7 นัด ยิงได้ 1 ประตูในเกมที่ชนะ 2-0 ศึกแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ ในปี 2002 

  1. เดวิด เบ็คแฮม (เรอัล มาดริด)

เบ็คแฮม เป็นการย้ายทีมที่ประสบความสำเร็จในด้านการตลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้เล่นชาวอังกฤษที่ค้าแข้งต่างแดน เขาได้แชมป์ลีกเพียงสมัยเดียวเท่านั้นในรอบ 4 ปี ก่อนจะย้ายไป แอลเอ กาแล็กซี่ ในปี 2017 เขาลงเล่นในกลาซิโก้ 8 นัด แม้ยิงไม่ได้ แต่เขาทำได้ 2 แอสซิสต์

  1. ไมเคิ่ล โอเว่น (เรอัล มาดริด)

เจ้าของบัลลงดอร์ในวัย 21 ปี ย้ายมาร่วมทีม เรอัล มาดริด ในปี 2004 แต่เขาไม่อาจประสบความสำเร็จเหมือนอย่าง แม็คมานามาน ได้ที่เคยผ่านการค้าแข้งกับ ลิเวอร์พูล
แม้จะไม่ได้แชมป์เลยในปีเดียวของเขาที่สเปน แต่โอเว่นยิงได้ 16 ประตูจาก 45 นัดให้กับราชันชุดขาว เขาไม่อาจเบียดแย่งสองคู่หูในแดนหน้าอย่าง โรนัลโด้ และ ราอูล ได้ แต่ไฮไลต์สำคัญในกลาซิโก้คือเกมที่เขายิงให้ทีมชนะด้วยสกอร์ 4-2 ในเดือนเมษายน 2005

  1. แกเร็ธ เบล (เรอัล มาดริด)

คนล่าสุดและเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จที่สุดสำหรับแข้งบริติชในศึกเอล กลาซิโก้ เขาย้ายมาด้วยค่าตัวสูงถึง 80 ล้านปอนด์ในปี 2013 แต่เขาเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บ เช่นเดียวกับทักษะภาษาสเปน รวมทั้งเจอกับเสียงวิจารณ์จากสื่อและแฟนบอลสเปนด้วยกับความมุ่งมั่นของเขาในสนาม จนถูกตั้งฉายาเป็นนักกอล์ฟเพราะความสนใจด้านกีฬานี้เป็นพิเศษ แต่เขาก็ยังฝากผลงานถึง 105 ประตูจาก 250 นัด เช่นเดียวกับแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก 4 สมัย และ ลาลีกา 1 สมัย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์

มีผู้รักษาประตูดี ทีมมีชัยไปกว่าครึ่ง

ในเกมการแข่งขันฟุตบอลนั้น หากทีมของคุณเล่นได้ดีมากมายแต่สุดท้ายต้องพลาดท่าเพราะผู้รักษาประตู ทำเสียประตูง่ายๆ นั้น คงเจ็บใจไม่ใช่น้อย เพราะตำแหน่งนี้ ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของทีม เพราะถ้าคุณมีผู้รักษาประตูที่มีฝืมือดีแล้วหละก็ อย่างน้อยทีมคุณก็จัดว่าเป็นทีมที่แพ้ยากทีมหนึ่งเลยทีเดียว วันนี้เรามาลองดูกันว่ามีใครที่ถือว่าเป็นสุดยอดผู้รักษาประตูในช่วงเวลานี้กันบ้าง

เคเลอร์ นาบาส ผู้รักษาประตูชาวคอสตาริกา ที่ถือว่าประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกกับราชันชุดขาวถึงสามสมัย และปัจจุบันก็ย้ายไปเฝ้าเสาประตูให้กับยอดทีมจากเมืองน้ำหอม ปารีสแซงค์แชรแมงค์

อลินซอน เบ็กเกอร์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติบราซิล และทีมลิเวอร์พูล ที่มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากที่ทำให้หงส์แดงกลายเป็นทีมที่กำลังทำประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้

ตีบัวร์ กูตัว ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของราชันชุดขาว ที่สามารถแย่งมือหนึ่งมาได้จาก เคเลอร์ นาบาส และยังสามารถโชว์ฟอร์มได้ดี รวมถึงไปในตำแหน่งมือหนึ่งทีมชาติเบลเยี่ยมที่เค้ายึดครองมาอย่างยาวนาน

ฮู้โก้ ยอริส ผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติฝรั่งเศส ที่สามารถพาทีมและผลงานเซฟอย่างสุดยอดที่ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศส ก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด

มารูเอล นอยเออร์ ยอดผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมชาติเยอรมัน และทีมเสือใต้ บาเยิรน์มิวนิค ที่เคยได้รับการยกย่องว่าเคยเก่งถึงขนาดเป็นมือหนึ่งของโลกมาแล้ว

ดาวิด เดเคอา ผู้รักษาประตูมือกาวของแมนยูไนเต็ด ซึ่งในช่วงเวลาที่แมนยู อยู่ในยุคผ่องถ่ายและมีการเปลี่ยนแปลงนั้น เค้ามีส่วนสำคัญที่ยังทำให้แมนยูกลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่อยู่ทุกวันนี้ เพราะในช่วงเวลานั้นถ้าแมนยูไม่มีเค้าในตอนนั้น แมนยูอาจจะต้องกลายเป็นทีมที่เสียประตูมากเป็นประวัติการณ์ไปแล้ว

มาร์คอังเดร แตรสเตนเกน ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมบาร์เซโลน่า ที่กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เจ้าบุญทุ่ม ได้รับฉายาว่าเป็นทีมจากมนุษย์ต่างดาว ด้วยฟอร์มการเซฟที่เหนียวหนึบ จึงทำให้เค้าได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดของเยอรมันในเวลานี้และกำลังจะเป็นตัวแทนของ มารูเอล นอยเออร์ ในทีมชาติเยอรมันอีกด้วย

แยน โอบัค ผู้รักษาประตูมือหนึ่ง จากทีมแอตมาดริด ที่มีฝีมือไม่ธรรมดา จากผลงานที่ทำให้แอตมาดริด กลายเป็นทีมที่มีเกมรับเหนียวที่สุดในลาลีกา ตลอดสี่ฤดูกาลที่ผ่านมา รวมถึงตำแหน่งผู้รักษาประตูอันดับหนึ่งของลาลีกา มาสี่ฤดูกาลซ้อน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Gclub ฟรี 500

เพราะพวกเราคือทีมเดียวกัน

เมื่อฟุตบอลไม่ได้มีความหมายเท่าชีวิต ซึ่งครั้งหนึ่งนานมาแล้วที่ วิลเลียม บิลล์ แชงคลีย์ สุดยอดกุนซือลูกหนัง ชาวสก๊อตแลนด์ ผู้สร้างตำนานเครื่องจักรสีแดง ให้กลายเป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ในแถบถิ่นเมอร์ซี่ย์ไซด์ ในการนำสโมสรลิเวอร์พูล ครองความยิ่งใหญ่ตลอดยี่สิบปี ของวงการฟุตบอลอังกฤษ ได้กล่าวว่า ฟุตบอลไม่มีความหมายถึงเพียงความเป็นและความตาย แต่มันมีความหมายมากกว่านั้นนัก ประโยคนั้นได้กลายเป็นประโยคอมตะที่ชาวเดอะค๊อป ชอบเอามาพูดถึง แต่เหมือนเมื่อกาลเวลาผ่านไป สิ่งที่เค้าพูดมานั้น เหมือนเค้าจะคิดผิด หรือหากไม่ผิดก็อาจจะถูกสำหรับเค้าคนเดียว 

เพราะตลอดสามเดือนแห่งความวุ่นวายที่ผ่านมา คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ไม่มีอะไรสำคัญไปเท่ากับชีวิต และไม่ใช่แค่ชีวิตของแฟนบอล หรือเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานในสนาม แต่นักฟุตบอลก็มีชีวิตของเขา มีคนที่เค้ารักและก็รักเค้า ห่วงใยไม่ต่างอะไรจากเรา จากสถานการณ์หลายเดือนที่ผ่านมา สำหรับวงการกีฬามีผลกระทบมากมาย ยิ่งกีฬาที่มีคนสนใจทั่วโลก อย่างกีฬาฟุตบอลได้ถูกตั้งคำถามว่า จะแก้ปัญหานี้และเอาตัวรอดจากสถานการณ์ได้อย่างไร ซึ่งตอนแรกการแข่งขันนั้นได้ใช้วิธีการแข่งขันแบบสนามปิดไม่ให้มีคนดู แต่พอเอาเค้าจริง ไข้ไวรัสโควิดนั้น รับมือได้ยากเกินไป การที่จะทำให้ฟุตบอลได้แข่งขันกันต่อเพื่อเอาใจแฟนบอลทั่วโลกนั้น ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่ดีที่สุด คงต้องกลับมาทบทวนกันเองว่า อะไรสำคัญที่สุดกับเราจริงๆ

กีฬาที่ไม่มีผู้ชม ที่เปรียบเหมือนดังลมหายใจของการแข่งขัน แล้วมันจะมีชีวิตได้อย่างไร จะมีความหมายอะไรหากสุดท้ายนอริช รอดตกชั้นได้อย่างเหลือเชื่อ แต่ไม่มีแฟนบอลร่วมแสดงความยินดีกับพวกเค้า หรือจะมีค่าอะไรหากสามสิบปีที่รอคอย กลับไม่มีใครร่วมแสดงความยินดีกับลิเวอร์พูล เหนืออื่นใดการตัดสินใจนั้นคงต้องให้เกียรติและเคารพนักฟุตบอลที่เป็นเหมือนตัวละครหลักมาสร้างความสนุกและความเร้าใจให้กับผู้ชม ซึ่งเราควรตระหนักว่า นักกีฬาก็คือคน และพวกเค้าก็ควรได้รับการดูแลไม่ต่างจากคนอื่น

การตัดสินใจของยูฟ่า ที่เลื่อนการแข่งขันฟุตบอลยูโรออกไปหนึ่งปี ทำให้สถานการณ์คลายความตึงเครียด ที่พอจะทำให้ลีกแต่ละประเทศมีเวลาหายใจในการจัดโปรแกรมใหม่ แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ หากกำหนดการที่เคยตั้งไว้ว่าจะต้องกลับมาแข่งขันกันให้ได้อีกครั้งภายในวันที่ 30 เมษายน นี้ เหนืออื่นใด การตัดสินใจเพื่อดูแลตัวละครของพวกเรา คือคุณค่าที่มันออกมาจากหัวใจของทุกคนที่เรียกตัวเองว่า แฟนบอล

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

เยอรมันในบอลยูโร 2020

วิเคราะห์ทีมชาติเยอรมันกับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020

ทีมชาติเยอรมันแชมป์เก่า 3 สมัยของการแข่งขันฟุตบอลยุโรปครั้งนี้ ผ่านเข้ารอบมาจากแชมป์กลุ่ม C ในรอบคัดเลือกซึ่งสามารถ เขี่ยทีมชาติเนเธอร์แลนด์ให้ตกไปอยู่เป็นอันดับ 2 ได้ จากผลงานแข่ง 8 ครั้งชนะไปถึง 7 ครั้งและแท้เพียงแค่ครั้งเดียว ซึ่งต้องบอกว่าไม่ได้เป็นการยากเย็นเลยกับการเข้ารอบครั้งนี้ของทีมชาติเยอรมนี แต่จากบทเรียนครั้งล่าสุดกับฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ผ่านมาว่ามันมีประสบการณ์ที่ไม่ดีนักจัดการตกรอบแรกด้วยน้ำมือของทีมชาติเกาหลีใต้ซึ่งทีมชาติเยอรมันชุดนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแข่งขันฟุตบอลยุโรปครั้งนี้จะช่วยทำให้ศรัทธาของแฟนบอลทีมชาติของพวกเขากลับมาอีกครั้งหนึ่ง

แต่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังไว้นั้นอาจจะไม่ง่ายนักเพราะจากผลการจับสลากที่ผ่านมาในรอบสุดท้ายนี้เยอรมนีอยู่ในสายที่เรียกว่ากรุ๊ปออฟเดธซึ่งสายนี้ประกอบไปด้วยฝรั่งเศสแชมป์โลกปีล่าสุดและโปรตุเกสแชมป์เก่า

ซึ่งต้องบอกว่าเป็นงานหินของทีมชาติเยอรมันของ joakim Love เลยทีเดียว แต่ถ้าใครเป็นแฟนบอลเยอะมันคงรู้ดีอยู่แล้วว่าขึ้นชื่อว่ายี่ห้อเยอรมันหลายๆครั้งเยอรมันมักจะกลับมาได้ทุกทีหลังจากที่ประสบความล้มเหลวกับครั้งล่าสุดที่ผ่านมาทำให้ครั้งนี้แฟนบอลเยอรมันยังคงมีความเชื่อว่าทีมชาติของเขาจะกู้ศรัทธากลับมาให้พวกเขาได้อย่างแน่นอนคราวนี้มาลองดูรายชื่อนักเตะชุดนี้ที่จะไปร่วมศึกฟุตบอลยุโรปครั้งสุดท้ายในปี 2020 ว่าจะมีใครบ้าง

ซึ่งผู้รักษาประตู joakim Love ยังคงไว้วางใจ มานูเอลนอยเออร์ได้ด่านสุดท้ายของทีมบาเยิร์นมิวนิคกองหลังนำทีมโดย อันโตนิโอรูดิเกอร์กองหลังของทีมเชลซี ส่วนสามกองกลางมีแกนหลักอย่างซึ่งเป็นขาประจำอยู่แล้วและมี อิกาย กูโดกันกองกลางจากทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ส่วนอีกคนหนึ่งก็จะเป็น โทนี่ โคลสกองกลางสารพัดประโยชน์จากทีมรีล มาดริด ส่วนกองหน้า ยังคงเป็นตัวหลักอย่างโธมัสมุลเลอร์ของทีมบาเยิร์นมิวนิคและมาโครอยของทีมดอร์ทมุนด์ ซึ่งสื่อจากต่างประเทศและบ่อนพนันที่ถูกกฎหมายยกให้เยอรมันทีมชุดนี้เป็นเต็ง 5 ซึ่งถือว่าดูถูกกันไม่น้อยทีเดียวเป็นรองทั้งเบลเยี่ยมเนเธอร์แลนด์อังกฤษ

ซึ่งต้องบอกว่าไม่ค่อยมีบ่อยนักที่เยอรมันจะถูกยกให้เป็นเต็ง 5 หากว่ากันตามตรงแล้วถ้าเยอรมันชุดนี้สามารถก้าวผ่านรอบแรกไปได้ที่มีทีมแข็งๆอย่างฝรั่งเศสและโปรตุเกสก็เชื่อว่าเยอรมันชุดนี้ก็มีโอกาสที่จะกู้ศรัทธาให้แฟนบอลกลับมาหลงรักพวกเขาอีกครั้งหนึ่งเพราะขึ้นชื่อว่ายี่ห้อเยอรมันนีแล้ว เป็นนักรบที่สู้ไม่ถอยจนกว่าจะหมดเวลาทุกครั้ง อย่างน้อยการแข่งขันครั้งนี้เชื่อว่าเยอรมันจะเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นอย่างน้อย

 

ให้การสนับสนุนโดย  ทดลองเล่น gclub

รวมเหตุการณ์สำคัญของแต่ละทีมในฟุตบอลโลก 2010

ฟุตบอลในทุกๆ ครั้งจะมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจและที่น่าจดจำสำหรับนักฟุตบอลและแฟนบอลอย่างพวกเรา และเช่นกันในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2010 นั้น หลายๆทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันมักจะมีเหตุการณ์ที่เหล่านักเตะหรือกองเชียร์ของทีมนั้นๆ ไม่อาจลืม เช่น

ทีมชาติอังกฤษ กับสองเหตุการณ์ที่ลืมไม่ลง เหตุการณ์แรกคือ รอบแรกนัดเจอทีมอเมริกา ซึ่งทีมชาติอังกฤษนำอยู่ 1-0 แต่แล้วเมื่อนักเตะอเมริกายิงไกลจากนอกเขตโทษ บอลเหมือนจะไม่มีอะไร แต่โรเบริต์ กรีน ก็ดันรับลูกบอลหลุดมือเข้าไปซะงั้น จนทำให้จบเกมเสมอกัน 1-1 แต่สุดท้ายอังกฤษยังผ่านรอบแรกเข้าไปรอบสิบหกทีมสุดท้ายเจอคู่ปรับเก่าอย่างทีมเยอรมัน และเหตุการณ์ที่ทำให้กองเชียร์อังกฤษลืมไม่ลง เมื่อแฟร้งค์ แลมพาร์ด ยิงไกลนอกเขตโทษ ลูกบอลชนคานบอลและข้ามเส้นประตูไปแล้ว แต่กรรมการกลับไม่ให้ประตู และก็ต้องตกรอบไปในที่สุด ซึ่งเหตุการณ์นี้เองที่ฟีฟ่า ได้ตัดสินใจนำเทคโนโลยีโกล์ไลน์เข้ามาใช้จนถึงทุกวันนี้

ทีมชาติบราซิล กับเหตุการณ์ใบแดงของ ริคาร์โด กาก้า ที่ถือว่าเป็นใบแดงในฟุตบอลโลกที่เรียกว่าติ๊งต้องที่สุด เมื่อนักเตะคนหนึ่งของไอเวอรี่โคสต์ วิ่งเข้าไปชนตัวเค้าเอง ทั้งๆ ที่ กาก้า ยืนเฉยๆ แต่ช่วงที่กาก้า เหลือบมองไปเห็นนั้น ได้ยกมือป้องกันตัวเองจากการชนของคู่แข่งไว้ แต่กลับทำให้ กาก้า ต้องโดนใบเหลือที่สอง และไล่ออกจากสนามไป

ทีมชาติกาน่าและอุรุกวัย ซึ่งดราม่านี้เกิดขี้นในคู่นี้ ที่เมื่อถึงช่วงทดเวลาจากการต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 120 จะหมดเวลาอยู่แล้ว ทางทีมกานาได้ลูกเตะมุม และจะข้ามเส้นอยู่แล้ว แต่หลุยซ์ ซัวเรซ กลับสวมบทผู้รักษาประตูจำเป็น ใช้มือปัดบอลออกมา จนทำให้ถูกใบแดงและโดนจุดโทษ และคนที่รับหน้าที่สังหารคือ กียาน ของกาน่า ซึ่งถ้ายิงเข้าก็จะผ่านเข้ารอบแปดทีมสุดท้ายทันที แต่แล้ว เค้ากลับยิงไปชนคาน พร้อมกับผู้ตัดสินเป่าจบเกม ทำให้ทั้งคู่ต้องไปดวลจุดโทษ และดราม่าก็หนักเข้าไปอีก เพราะกานา เป็นฝ่ายแพ้จุดโทษต่อ อุรุกวัย ซึ่ง ซัวเรซ กลายเป็นฮีโร่ ของคนทั้งประเทศอุรุกวัย ไปโดยทันที

และรอบชิงชนะเลิศ ระหว่างทีมชาติเนเธอร์แลนด์ กับ ทีมชาติเสปน ที่มีดราม่าและซีนประทับใจ ที่นักเตะเนเธอร์แลนด์ อย่างเดอยองค์ ก็โดดกังฟูสองขาถีบเข้าไปที่ท้องของ ซาบี้ อลอนโซ่ แต่กลับไม่ถูกไล่ออก และซีนประทับใจในนาทีที่ 116 ที่อินเนียสต้า ยิงประตูชัยให้กับทีม พร้อมกับถอดเสื้อที่มีข้อความไว้อาลัย ให้กับเพื่อนของเค้าที่ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว และเป็นนักเตะทีมชาติสเปนเหมือนกัน ของทีมเอสปันญ่อล ซึ่งถือว่าซาบซึ้งเอามากๆ 

และเหตุการณ์เหล่านี้จะอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลตลอดไป

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนเรื่องราว  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100